จะไปเรียนต่ออเมริกา อีกหนึ่งอย่างที่ควรคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจก็คือ ที่พักระหว่างการเรียน (Student Accommodation) ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าเราควรจะเลือกที่พักแบบไหน ที่สะดวกสบาย และเหมาะกับเรามากที่สุด มาดูกันดีกว่า ว่าที่อเมริกา เค้าแบ่งที่พักกันยังไง แล้วแบบไหน จะตรงตามสไตล์การใช้ชีวิตของเรามากที่สุด

 

accommodation

 

ที่พักในสถานศึกษา (University Accommodation)

ที่พักในสถานศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด จึงควรเริ่มติดต่อ และสำรองห้องพักแต่เนิ่นๆ โดยการเขียนจดหมายขอรายละเอียด ไปยัง Housing Office ของสถานศึกษานี้ มีหลายประเภทคือ

 

Dormitory / Residence Hall / Residential College

accommodation

 

หอพักในมหาวิทยาลัยคือ สำหรับ นักศึกษาที่เป็นโสดหรือไม่ได้นำครอบครัว ไปด้วย อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้อง หรือห้องน้ำรวม มีเครื่องใช้ที่จำเป็น มักจะแบ่งเป็นหอชายล้วน/หญิงล้วน มีห้องอาหาร บางหอมีห้องครัว ในหอมีห้องนั่งเล่นรวม ห้องซัก/รีดผ้า

ราคา 900 – 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งภาคการศึกษา (ประมาณ 4 – 16 สัปดาห์)

ข้อดี: มีโอกาสได้พบปะกับนักศึกษาทั้งชาวอเมริกันและต่างชาติ ไม่ต้องเสียเวลาทำอาหาร อยู่ใกล้สถานที่เรียนใช้เครื่องอำนวยความสะดวกโดยไม่ต้องออกไปนอกมหาวิทยาลัย
ข้อเสีย: มีขนาดเล็ก ไม่มีความเป็นส่วนตัว ต้องใช้ห้องน้ำและห้องครัวรวม ส่วนใหญ่ปิดในช่วงปิดภาคเรียน

นอกจากนั้นยังมีที่พักแบบ Married Housing เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้ว และนำครอบครัวไปด้วย บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้านมีทั้งที่เป็น Studio ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่ อาจมีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่ก็ได้

 

ที่พักนอกสถานศึกษา (Public Accommodation)

มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่างๆ นอกสถานศึกษา รับบุคคลทั่วไปเข้าพักได้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาหรือไม่ การติดต่อหาที่พัก นักศึกษาต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถเข้าพักได้เมื่อใด นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่ Housing Office หรือที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษา ว่าแห่งใดเหมาะแก่การพักอาศัย ทั้งนี้เพราะค่าเช่าที่พักเหล่านี้ ตลอดจนที่ตั้ง และสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป ผู้เข้าพักควรได้แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพัก อีกทั้งควรได้ศึกษาและอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียดรอบคอบ

 

1. Renting an Apartment

accommodation

 

มีหลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหราจนถึงชนิดที่เก่าแก่ซอมซ่อ สามารถนำครอบครัวไปอยู่ด้วยได้ ทำอาหารเองได้ หากอยู่นอกมหาวิทยาลัยเป็นของเอกชนต้องรับผิดชอบค่าโทรศัพท์ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ต้องทำสัญญาเช่าอย่างน้อยหนึ่งปีการศึกษาราคาค่าเช่าพักนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า เพราะนอกจากมีอิสระมากกว่าอยู่หอพักในสถานศึกษา ยังสามารถทำอาหารรับประทานได้ด้วย

ราคา 300 – 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ข้อดี: มีตัวเลือกหลากหลาย มีอิสระ ทำอาหารเองได้ บางแห่งมีคนทำความสะอาดให้
ข้อเสีย: อยู่ไกลจากที่เรียน เสียเวลาในการเดินทาง บางคนเสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พักประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหาร หรือ Cafeteria ค่าเช่ามักแพง ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาก็น้อยลง ต้องทำสัญญาเช่าระยะยาว

 

2. Rooming House / Residence Club / Sharing a House

accommodation

 

คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพักในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ อาจพักในบ้านร่วมกับเจ้าของบ้าน โดยใช้อุปกรณ์ในบ้านได้บ้าง แต่ละคนมีห้องพักของตนเอง ให้ใช้ห้องครัวหรือห้องน้ำร่วมกัน

ราคา 500 – 2,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ข้อดี: มีสภาพและรูปแบบของห้องพักที่เรียบง่าย เป็นมิตร ไม่มีพิธีรีตองมาก และเป็นอิสระ มักอยู่ไม่ไกล ไม่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากนัก
ข้อเสีย: คล้ายกับการเลือกพักในอพาร์ทเมนท์ อาจมีระเบียบข้อกำหนดในการเข้าพัก และค่าใช้จ่ายที่เจ้าของห้องให้เราจัดการดูแลเอง

 

3. Family

accommodation

 

ปัจจุบันการหาครอบครัวอเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือน Rooming House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน ผู้เข้าพักจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว มักเป็นห้องเดี่ยวพร้อมอาหาร บางสถานศึกษาจะเลือกครอบครัวที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความต้องการให้

ราคา 550 – 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ข้อดี: ได้เรียนรู้วิถีชีวิตแบบชาวอเมริกัน รวมทั้งการเกื้อกูลกันในรูปแบบของวัฒนธรรมที่แตกต่างกับของบ้านเรา และได้ใช้ภาษาในการสื่อสารเพื่อพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของเราได้ด้วย
ข้อเสีย: ใช้เวลาในการเดินทาง ทำให้เราต้องเผื่อเวลาวางแผนในการเดินทางให้ดี และอาจต้องรีบกลับบ้านหลังเลิกเรียนต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบของครอบครัวนั้น ทำให้เราอาจไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ

 

4. Temporary House

accommodation

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีที่พักในมหาวิทยาลัย อาจเป็น Tempory House ของมหาวิทยาลัยที่เป็นโรงแรมหรือหอพัก และหอพักประเภท Youth Hostel ผู้พักจะต้องมีบัตรสมาชิก ต้องจองโดยจ่ายเงินล่วงหน้า 1 คืน
ราคา 10 – 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืนต่อคน

ข้อดี: ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อจองห้องพักกับทางมหาวิทยาลัยหรือโรงแรมโดยตรง สามารถเลือกวันเข้าพักได้สะดวกรวดเร็ว เพียงชำระเงินล่วงหน้าเป็นการจองที่พัก
ข้อเสีย: เป็นที่พักเพียงชั่วคราวหรือระยะสั้นในสถานการณ์ที่เราต้องรอห้องพักระยะยาว หรือต้องเปลี่ยนที่พัก แต่ต้องทำการจองล่วงหน้าเพราะที่พักสามารถเต็มได้ง่าย

 

5. Boarding

accommodation

 

หอพักระดับมัธยมศึกษา มักจะแบ่งออกเป็นหอพักเล็กๆ หรือเป็นบ้านหลายๆ หลัง แต่ละหลังจะมีนักเรียนหลายระดับชั้น แยกหญิง-ชาย มีผู้ดูแลเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน 1 คน นักเรียนจะต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบนับตั้งแต่ เวลาตื่นนอน จนถึงเข้านอน

ราคา 18,000 – 40,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งปีการศึกษา (รวมค่าเล่าเรียนด้วย)

ข้อดี: ฝึกความมีระเบียบวินัย ความอดทน เรียนรู้การดำรงชีวิตร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติ และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนาน แถมยังมีความปลอดภัยและช่วยอำนวยให้เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นด้วย
ข้อเสีย: ไม่ได้รับความอบอุ่นนัก เพราะเป็นหอพักที่นักเรียนทุกคนต่างต้องพึ่งพาตัวเองให้มาก และขาดความมีอิสระในการทำตามความพึงพอใจส่วนตัว เพราะต้องนึกถึงเพื่อนร่วมห้องที่แชร์พื้นที่ส่วนรวม

 

น้อง ๆ คิดว่าตัวเองเหมาะกับที่พักแบบไหนก็ลองเลือกดูกันได้เลยนะคะ หรือถ้าต้องการให้พี่ ๆ ช่วยให้คำแนะนำเรื่องที่พัก สามารถสอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษากับ Hands On Education Consultants ผู้เชี่ยวชาญด้านการไปเรียนต่ออเมริกา หรือกรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้ ที่นี่

Go to top